lnwshop logo
พระวิษณุกรรม มหาคุรุเทพแห่งงานช่างและความสำเร็จทั้งปวง พระวิศวกรรม หรือเรียกได้อีกหลายชื่อว่า พระวิษณุกรรม, พระวิสสุกรรม, พระเวสสุกรรม หรือ พระเพชรฉลูกรรม เป็น เทวดานายช่างใหญ่ของพระอินทร์ 2x4cm.หล่อจากทองเหลือง

พระวิษณุกรรม มหาคุรุเทพแห่งงานช่างและความสำเร็จทั้งปวง พระวิศวกรรม หรือเรียกได้อีกหลายชื่อว่า พระวิษณุกรรม, พระวิสสุกรรม, พระเวสสุกรรม หรือ พระเพชรฉลูกรรม เป็น เทวดานายช่างใหญ่ของพระอินทร์ 2x4cm.หล่อจากทองเหลือง

รหัสสินค้า AMU50
ลงสินค้า: 10 ก.ย. 2560 แก้ไขล่าสุด: 10 ก.ย. 2560
100.00 บาท
จำนวน (ชิ้น)
-
+
หมวดหมู่ พระพุทธชินราช หลวงพ่อโสธร พระพิฒเนศ เสด็จพ่อร.5 กรมหลวงชุมพร หลวงปู่ทวด หลวงพ่อโต พญาครุฑ ฯลฯ
น้ำหนัก กรัม
สภาพ สินค้าใหม่
สภาพ สินค้ามือสอง
เพิ่มเติม
เกรด
บาร์โค้ด
สถานะสินค้า Pre-Order
สถานะสินค้า พร้อมส่ง
คงเหลือ ชิ้น
เข้าร่วมโปรโมชั่น
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
Scan this!
ข้อมูล
รายละเอียดสินค้า
ตำนานพระวิษณุกรรม มหาคุรุเทพแห่งงานช่างและความสำเร็จทั้งปวง
(คนละองค์กับพระนาราย์นะคร้าบ)

พระวิษณุกรรม (Vishnukarman) หรือพระวิศวกรรม (Vishvakarman) เป็นคุรุเทพองค์หนึ่งของทั้งศาสนาพราหมณ์ , ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ เป็นเทพแห่งงานช่างทุกแขนง ทั้งงาน ช่างฝีมือ การประดิษฐ์ วิศวกรรม ก่อสร้าง สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม หัตถศิลป์ ปฎิมากรรม นาฎศิลป์ และดุริยศิลป์

ตำนานเกี่ยวกับการกำเนิดของพระองค์มีหลากหลายที่มา ทั้งในศาสนาพราหมณ์ , ศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธ และในตำนานอื่น ๆนอกจากการเรียกชื่อของพระองค์ว่าพระวิษณุกรรม (ชื่อที่ทางศาสนาพุทธเรียก) แล้ว ยังมีการเรียกชื่อพระองค์ในชื่ออื่น ๆ อีก เช่น พระตวัษฎฤ (Tvasti ชื่อของท่านในสมัยพระเวท) พอในสมัยปุราณะเรียกพระองค์ว่า พระวิศวกรรม (พระวิศวกรรมา , พระวิศวกรมัน , พระวิศวกรรมัน , พระวิศุกรรม) , พิษณุกรรม , พระเวสุกรรม (เทพทางนาฎศิลป) , พระวิสสุกรรม (เทพทางการค้าขายและเป็นตราประจำกระทรวงพาณิชย์) , พระเพชรฉลูกรรม หรือพระฤาษีเพชรฉลูกรรม (ครูดุริยศิลป์ , ครูกระบี่กระบอง , ครูด้านกีฬาและเวทมนต์คาถา) , ที่ประเทศพม่าเรียกพระองค์ว่า พิสสุกรรม ที่ประเทศกัมพูชา (เขมร) เรียกพระองค์ว่า โปปูสนูกรรม คนไทยนิยมพระองค์เรียกว่า "พระวิษณุกรรม" และมักเรียกกร่อนลงเหลือเพียง 'พระวิษณุ' เฉย ๆ เลยไปคล้องกับพระวิษณุ (พระนารายณ์ เทพผู้คุ้มครองโลก) ทำให้คนไทยทั่วไปเข้าใจผิดคิดว่าพระองค์คือองค์เดียวกันกับพระวิษณุ (พระนารายณ์) ที่คนไทยเรารู้จักกันดี ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน ๓ เทพ (ตรีมูรติ) องค์สำคัญของศาสนาฮินดู (ได้แก่ พระพรหม พระวิษณุ (พระนารายณ์) และพระศิวะ) ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด นอกจากนี้พระองค์ยังมีพระนามอย่างอื่นอีก เช่น ปชาบดี (Prajapati ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ชน) , การุ (Karu ผู้ทำงาน) , ตักษะกะ (Takshska ผู้ตัดไม้) , เทวะวรรธิกะ (Devavardhika ผู้สร้างอาวุธแก่ทวยเทพ) , สุธนวัน (Sudhanwan ผู้มีคันศรอันดีงาม) เป็นต้น

สำหรับชื่อที่ของพระองค์ในภาษาสันสกฤต คือ พระวิศวกรรมา , พระวิศวกรรม หรือพระวิศวกรรมัน (อ่านว่า Visva-karman ) "วิศฺวกรฺมา" ซึ่งเป็นรูปที่แจกวิภัตติแล้วของคำว่า "วิศฺวกรฺมนฺ" (วิศวกรรมัน) ตามหลักไวยากรณ์สันสกฤต) แปลว่า ผู้สร้างหรือผู้ที่ทำให้เกิดความสำเร็จอันมาจากการสร้าง "ผู้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง" (The Universal Doer) คือเป็น "นายช่างแห่งจักรวาล" มีความชำนาญงานช่างทุกแขนง
ในวิทยานิพนธ์เรื่องเทวดาพระเวท ของอุดม รุ่งเรืองศรี อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า ในคัมภีร์ฤคเวท (ซึ่งเป็นคัมภีร์โบราณของอินเดีย เขียนขึ้นมาประมาณ ๑๗๐๐ ถึง ๑๑๐๐ ปีก่อนคริสตกาล เป็นคัมภีร์เล่มแรก ๆ ในวรรณคดีพระเวท เรียกว่าเป็นตำราที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ เนื้อหาในคัมภีร์ส่วนมากจะเป็นบทสวดสรรเสริญคุณและอำนาจของเทวะ และกล่าวถึงประวัติการสร้างโลกและจักรวาล) มีบทสดุดีพรรณนาถึงพระวิศวกรมันโดยเฉพาะและนามของพระองค์มีกล่าวไว้ในตอนที่สิบของคัมภีร์นี้อีกห้าแห่งด้วยกัน กล่าวว่าพระวิศวกรมันเป็นผู้เห็นสรรพสิ่ง ทรงไว้ซึ่ง ดวงตา ใบหน้า แขนและขาอยู่รอบข้าง เป็นผู้สร้างสวรรค์และแผ่นดินโดยใช้พระกรและปีก (พระวิษณุกรรมในสมัยพระเวทมีปีกด้วย) โบกหรือก่อให้เป็นรูปขึ้น และยังทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บนโลก และคอยปกปักรักษาสิ่งที่ทรงสร้างไว้ด้วย (หน้า 75 Hindu Mythology ของ Wilkins) ซึ่งที่กล่าวมานี้คือลักษณะของพระพรหมในยุคหลังพระเวท พระองค์เป็นเทพแห่งการพูดและเป็นต้นเค้าของลาภผลทั้งปวง มาในยุคพราหมณะถือว่าเป็นองค์เดียวกับประชาบดี แต่ครั้งถึงสมัยหลังพระเวทแล้ว ก็ถูกลดความสำคัญลงมาเป็นเทพแห่งการช่างเท่านั้น
ในคัมภีร์ฤคเวทอีกตำนานกล่าวไว้ว่าพระองค์เป็นหนึ่งใน 7 ฤาษี ที่มีหน้าที่ให้การก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ แต่ด้วยความที่พระองค์เป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีสติปัญญาเฉียบแหลม อีกทั้งมีความแข็งแกร่งเป็นเลิศ (supreme strength and vision) มีอำนาจพิเศษที่สามารถมองเห็นอนาคต มีพลังที่สามารถจะปกป้องสถาปัตยกรรมที่สร้างไว้ให้พ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ ได้อีกด้วย และคาดการณ์ถึงสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ การเคลื่อนย้าย การขยับขยายในอนาคต จึงทำให้พระองค์ได้รับพระนามว่า " เทพเจ้าแห่งสถาปัตยะกรรม"

ในคัมภีร์ปุราณะได้กล่าวไว้ว่าพระวิษณุกรรมเป็นโอรสของพระประภาส (Prabhasa) และพระนางโยคสิทธา (โยกสิฏฐา) แปลว่าผู้มีความงามน่ารักใคร่ ทั้งบิดาและมารดาของพระวิษณุกรรมนั้นเป็นผู้ที่ใหญ่ที่มีอิทธิพลมาก พอสมควรเลยทีเดียว เพราะว่าพระประภาสเองก็เป็นถึงหนึ่งในวสุเทพ (Vasu Deva) บริวารของพระอินทร์ วสุเทพนี้ มีด้วยกัน ๘ องค์ คือ ๑) ธรณี (ดิน) ๒) อาป(น้ำ) ๓) อนิล(ลม) ๔) อนล(ไฟ) ๕) องค์โสม(จันทร) ๖) ธรุระ(ดาว) ๗) ประรัตยูร(รุ่ง) และ ๘ ประภาส(แสง) ส่วนพระนางโยคสิทธานั้นก็เป็นน้องสาวของพระพฤหัสบดี เป็นมหาคุรุเทพผู้เป็นครูของเทวดาทั้งหลายในกลุ่มของเทวดานพเคราะห์ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าที่คนไทยทำพิธีไหว้ครูในวันพฤหัสบดีนั้นก็คืออิทธิพลของพี่ชายของแม่ของพระวิษณุกรรม ท่านมีพระชายาชื่อพระนางฆฤตาจี บุตรชายชื่อ วิศวรูป มีสามเศียร และนลวานร (ในรามเกียรติ ผู้จองถนนไปกรุงลงกา)

แต่ตำรามานสาร (manasara) ซึ่งเป็นตำราว่าด้วยศิลปะศาสตร์ของอินเดียตอนต้น กล่าวว่าพระพรหมผู้สร้างทรงทรงบันดาลให้เกิดมีเทพสถาปนิก 4 องค์ ออกมาจากพระพักตร์ทั้ง 4 คือ วิศวกรรม , มายะ , ตวัษฎฤ , และมนู เทพทั้งสี่องค์นี้ต่างมีโอรสชื่อ สถบดี , สูตรคราหินะ , วรรธกี และตักษกะ ซึ่งนับว่าเป็นต้นวงศ์ของช่างบนสวรรค์ แต่นับถือว่าสถบดี บุตรพระวิศวกรรม ทรงเกียรติยศสูงกว่าองค์อื่น ๆ เพราะเป็นเทพสถาปนิกชั้นยอดเยี่ยม (Master – Builder)
หนังสือ A Classical Dictionary of hindu Mythology ของ Dowson กล่าวว่า คำว่าวิศวกรรมนั้นเดิมเป็นเทพฉายาของเทวดาที่มีอำนาจองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ เช่นพระอินทร์ , พระสุริยะ เป็นต้น ต่อมาภายหลังคำ ๆ นี้ หมายถึงเทพผู้มีอำนาจบันดาลให้สิ่งต่าง ๆ บังเกิด คือ งานช่างและการก่อสร้าง
ในคัมภีร์อรรถกถาธรรมบทในทางพระพุทธศาสนา (อ้างจากหนังสือชุมนุมนิพนธ์ อ.น.ก. ของ พระยาอุปกิตศิลปสารและพระไตรปฎิกภาษาไทย ฉบับหลวง) กล่าวถึงตำนานของพระวิษณุกรรมว่าเมื่ออดีตภพพระอินทร์เกิดเป็น มนุษย์มีนามว่า"มฆมาณพ"อาศัยอยู่ที่ ตำบลจุลคาม แคว้นมคธ มฆมาณพได้ดำเนินชีวิตไปในทางบุญกุศลตลอดเริ่มด้วยการแผ้วถางทางเดิน ซึ่งในขณะที่สร้างได้มีบุรุษมาไต่ถามถึงความประสงค์เรื่อย ๆ มฆมาณพ ตอบว่าสร้างทางไปสวรรค์บุรุษนั้น ๆ ก็มาร่วมด้วยจนมีจำนวนได้ ๓๓ คน ต่อมาบุรุษทั้ง ๓๓ คนนั้นได้พากันไปสร้างศาลาที่ทางใหญ่สี่แพร่ง ด้วยความมุ่งหมายเพื่อสร้างทางไปสวรรค์ต่อไป ในการสร้างศาลานี้มฆมาณพ พร้อมด้วยบุรุษทั้ง ๓๓ คนได้ไปเชิญนายช่างไม้ที่มีความสามารถผู้หนึ่งมาเป็นนายงาน นายช่างไม้ผู้นี้ได้แสดงความสามารถเป็นที่ประจักษ์ในที่สุดศาลานั้นก็ สำเร็จลุล่วงเป็นประโยชน์แก่ผู้สัญจรไปมาด้วยการกระทำของมฆมาณพซึ่งเป็นผู้กำกับการ นายช่างไม้เป็นนายก่อสร้าง และบุรุษทั้ง ๓๓ คน เป็นคนงาน ด้วยอานิสงส์ของกุศลดังกล่าวเมื่อมฆมาณพและเหล่าบุรุษทั้งหลายถึงแก่กรรมก็ได้ไปบังเกิดเป็นเทพยาดาในสรวงสวรรค์ทั้งหมด มฆมานพไปเกิดเป็นสมเด็จจอมรินทราชาธิราช (พระอินทร์) แห่งดาวดึงส์ ภิภพเป็นใหญ่กว่าเทพยดาในสองชั้นฟ้า นายช่างไม้ไปเกิดเป็นพระวิษณุกรรมนายช่างแห่งเทวโลกรับใช้องค์สมเด็จจอมรินทราชาธิราช (พระอินทร์) บุรุษทั้ง ๓๒ คนนั้นก็บังเกิดเป็นเทพยดา
ในหนังสือนารายณ์สิบปางฉบับคุณหญิงเลื่อนฤทธิ์ เล่าไว้ว่า พระอิศวรได้ประทานพรแก่พระอินทร์ให้มีพระวิศวกรรมเป็นคู่คิดคู่ใช้ต่างพระองค์

ทางอินเดียบางตำนานว่าพระองค์เป็นโอรสของ "ภูวนะ" (Bhuvana) มีอีกนามหนึ่งว่า ทวัสตริ เป็นเทพอีกองค์หนึ่งที่เป็นศัตรูตัวสำคัญของพระอินทร์ และได้ตายไปเพราะหลงคำสาบของพระอินทร์ แต่แล้วทวัสตริได้ปรากฏขึ้นมาใหม่อีกในนามของพระวิศวกรรม กลายเป็นผู้ช่วยที่ใกล้ชิดที่สุดของพระอินทร์

ทางตำนานไทยว่าพระองค์เป็นนายช่างใหญ่ของพระอินทร์ เพื่อสร้าง เครื่องมือ อุปกรณ์ สิ่งของ อาคาร ต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น ทั้งในสวรรค์และบนโลกมนุษย์ และเป็นผู้นำวิชาช่างมาสอนแก่มนุษย์
ในหนังสือเทพเจ้าและสิ่งน่ารู้ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 กล่าวว่า พระวิศุกรรม ฤาเรียกตามภาษาสันสกฤกตว่าวิศวกรรม และ ตวัสตฤ ก็เรียก นับว่าเป็นศิลปินเอกในหมู่เทวดา ในรูปเขียนของชาวมัชฌิมประเทศ (อินเดีย) กล่าวว่าพระองค์มีพระเนตร ๓ ดวง มีกายสีขาว ทรงชฎาและอาภรณ์สีทอง มือขวาถือคทา มีสร้อยคอและทองกร และมีสี่พระกร โดยพระกรหนึ่งจะถือหม้อน้ำ พระกรที่สองทรงบ่วงบาศ พระกรที่สามทรงหนังสือ ส่วนพระกรสุดท้ายจะถืออาวุธช่าง มีหงส์เป็นสัตว์พาหนะ

ส่วนไทยนิยมวาดพระวิษณุกรรม หรือสร้างหัวโขนที่ มีพระเนตร ๓ ดวง กายสีเขียว มีพระโลหิตเป็นสีเลือดหมู ทรงอาภรณ์สีทอง ทรงชฎา มือถือคทา และถือหางนกยูงเป็นเครื่องมือเพื่อโบกเนรมิตให้เกิดสิ่งที่จะสร้าง กายสีเขียว มีพระโลหิตเป็นสีเลือดหมู ทรงอาภรณ์สีทองอย่างเทวดา ทรงชฎายอดเทริดน้ำเต้า นุ่งภูษาไม่สวมฉลองพระองค์ งานปฎิมากรรมของไทยนิยมทำปางประทับบนแท่น พระบาทด้านหนึ่งนั่งราบ พระบาทอีกด้านห้อยลง พระหัตถ์ขวาถือผึ่ง (เครื่องมือสําหรับถากไม้ชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายจอบ แต่มีด้ามสั้นกว่าใช้ขุดไม้ซุงทำเรือ) และพระหัตถ์ซ้ายถือลูกดิ่ง

ลักษณะของศีรษะโขนพระวิษณุกรรมไทยมี 2 แบบ คือ แบบที่ ๑ ทำเป็นหน้ามนุษย์ สีเขียวแก่ หรือเขียวใบแค สวมเทริด หรือมงกุฎยอดน้ำเต้า แบบที่ 2 เมื่อทรงงาน ทำเป็นหน้ามนุษย์ สีเขียวแก่ หรือเขียวใบแค ศีรษะโล้น มีกระบังหน้าหรือโพกผ้าสีขาว หรือ โพกผ้าเขียนลายดอกไม้บริเวณผม เป็นนัยว่าเป็นช่วงที่ทำงานช่างจึงไม่ทรงเครื่องประดับ แต่แบบหลังนี้พบเห็นได้น้อยกว่า

ชาวดุริยศิลป์นาฏดุริยางค์ ก็นับถือว่าพระวิศวกรรมเป็นดุริยเทพหรือครูเทพฝ่ายดนตรีองค์หนึ่ง เพราะมีตำนานเล่าสืบกันมาว่า ในครั้งหนึ่งเมืองมนุษย์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะร้อง จะเล่นแสดงอะไรไม่เป็นระเบียบ มีถ้อยคำที่หยาบโลนความรู้ไปถึงพระอินทร์ จึงสั่งการให้พระวิษณุกรรมให้จำแลงองค์เป็น ชีปะขาว เที่ยวจาริกไปถึงท้องถิ่นใดก็สั่งสอนเด็ก ๆ และชาวเมืองให้รู้จักร้อง รู้จักเล่นให้เป็นระเบียบ นอกจากนี้ยังดลบันดาลให้เครื่องดนตรีมีลักษณะถูกต้อง และมีเสียงอันไพเราะเป็นแบบฉบับในการสร้างเครื่องดนตรีและการบรรเลงสืบมา ชาวดุริยศิลป์จึงเคารพบูชาพระวิศวกรรมเป็นหนึ่งในดุริยเทพ โดยเพลงที่ใช้เล่นเพื่ออัญเชิญพระวิศวกรรมสู่มณฑลพิธี คือ เพลงเสมอสามลา

ในคัมภีร์นาฏศาสตร์ตอนที่พระภรตฤษีรับเทวโองการจากพระมหาพรหม ให้เริ่มวิธีการแสดงละคร พระภรตฤษีได้ขอให้พระวิษณุกรรมสร้างโรงละคร พระวิษณุกรรมจึงออกแบบสร้างโรงละครไว้ และสอนให้ชาวเมืองมนุษย์รู้จักร้องรำทำเพลง

สำหรับพระเพชรฉลูกรรม หรือพระฤษีเพชรฉลูกรรม หรือ เพชรฉลูกัณณ์ ก็คือ องค์พระวิษณุกรรม ผู้ถือศีล เป็นที่เคารพนับถือของนักไสยศาสตร์กันมาก ก็เนื่องด้วยพระองค์เป็นผู้สร้างอาวุธอันร้ายกาจให้แก่บรรดาทวยเทพทั้งหลายไว้ประหารความ ชั่วร้าย อย่างศรอาคเนยาสตร์ (อัคนิวาต) ตำนานการสร้างพระขรรค์ชัยศรีก็เชื่อว่าพระวิษณุกรรมเป็นผู้สร้างด้วย และยังเป็นผู้ให้ความคุ้มครองดนดีมีศีลธรรมด้วย

พระวิศวกรรมยังมีรูปที่เป็นหญิงอีกรูปหนึ่ง เป็นครูฝ่ายเย็บปักถักร้อยและเทพีแห่งโชคลาภทรัพย์สินสมบัติ มีชื่อว่า นางนิลบรรพตเทพสุดาเป็นพระวิศวกรรมหญิง

ผลงานของพระวิษณุกรรม

ในมหากาพย์เรื่องมหาภารต และรามายณะ กับตามตำนานฮินดูต่าง ๆ ได้กล่าวถึงผลงานของพระวิษณุกรรม ที่สรรค์สร้างไว้มากมาย เช่น นางสัญชญา (สัญญา หรือ ศรันยา หรือสันชนา มารดาพระยม) ซึ่งเป็นธิดานางหนึ่งของพระองค์และเป็นชายาของพระอาทิตย์ เล่าให้พระวิษณุกรรมผู้เป็นพ่อฟังว่า นางทนแสงรัศมีของพระอาทิตย์ไม่ไหว เข้าใกล้ไม่ค่อยได้ พระวิษณุกรรมสงสารลูกสาว จึงช่วยเหลือ โดยไปกลึงพระอาทิตย์ด้วยหินก้อนหนึ่ง จน ทำให้ความร้อนแรงลดลงได้หนึ่งในแปด (หน้า 34 Hindu Mythology ของ Wilkins และหนังสือวิษณุปุราณะ เล่ม 3 บทที่ 2) และรัศมีพระอาทิตย์ที่ตัดออกมาได้นั้น พระวิษณุกรรมได้นำไปจัดสร้างเป็นอาวุธทรงอานุภาพ ได้แก่ "จักราวุธ" (กงจักร) ถวายพระนารายณ์ , "ตรีศูล" (สามง่าม) ถวายพระอิศวร } "วชิราวุธ" (สายฟ้า) ถวายพระอินทร์ , "คทาวุธ" (กระบอง) ถวายท้าวกุเวร (เทพแห่งความมั่นคง) , ขวานเหล็กถวายพระอัคนี (พระเพลิง) และ "โตมราวุธ"(หอก) ถวายพระขันทกุมาร (เทพแห่งส่งคราม) เป็นต้น และยังได้ลับขวานเหล็กให้พระอัคนี ทำศรอาคเนยาสตร์ (อัคนิวาตของพระรามในเรื่องรามเกียรติ์) และอาวุธต่าง ๆ ให้พวกเทพใช้

สร้างอาภรณ์และราชรถเคลื่อนที่เองได้ถวายเทพพายดา เช่นร่วมมือกับเทพริภุ (Ribhu) ซึ่งเป็นเทพมนุษย์ตระกูลช่างในการสร้างราชรถและม้าให้กับพระอินทร์ สร้างเทวรูปใหญ่ของพระราชคันนาถะ (Jagannatha) หรือเจ้าภิภพ ซึ่งเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์ หรือพระกฤษณะ
เป็นผู้สร้างกรุงลงกาให้แก่พระอิศวรแต่ตอนหลังถูกทศกัณฐ์แย่งไปในเรื่องมหากาพย์รามายณะ สร้างกรุงทวารกาให้แก่พระกฤษณะ (ซึ่งเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์) ในเรื่องมหากาพย์มหาภารตะ สร้างวิมานให้แก่พระวรุณ (เทพแห่งน้ำ) และพระยม (เทพแห่งความตาย) เป็นผู้ปั้นนางติโลตตมา นางฟ้าที่สวยที่สุดนางหนึ่งบนสวรรค์ สวยจนทำให้พระอินทร์ผู้ปรารถนาเห็นนางติโลตตมาอย่างจุใจ กลายเป็น "ท้าวสหัสนัยน์" มีดวงตา ๑,๐๐๐ ดวง และทำให้พระพรหมผู้ปรารถนาเห็นนางติโลตตมาจากทุกด้าน กลายเป็น "ท้าวจตุรพักตร์" มี ๔ หน้า แสดงว่า พระวิศวกรรมา ก็เป็นปฏิมากรด้วย ชายาท่านหนึ่งของพระวิศวกรรมา คือ นางฆฤตาจี นั้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งใน ๑๑ นางฟ้าเหล่าที่สวยที่สุดบนสวรรค์เช่นกัน (เหล่านางฟ้าแถวหน้า รูปงามนามเพราะ ที่ว่านี้ รวมเรียกว่า เหล่า "เทพกัญญา" มี ๑๑ นางได้แก่ นางเมนะกา ๑ นางสหชันยา ๑ นางกรรณิกา ๑ นางปุญชิกาสถาลา ๑ นางฤตุสถาลา ๑ นางฆฤตาจี ๑ นางปูรวจิตตี ๑ นางอุลโลจา ๑ นางปรัมโลจา ๑ นางอุรวศี ๑ และ นางวิศวาจี
คัมภีร์ฤคเวทตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่าพระวิษณุกรรม ผู้สร้างดาวเหนือ ดาวที่สาดส่อง นำทางให้ผู้คนยามเดินทางค่ำคืน เป็นเทพผู้บันดาลให้คู่สมรสเกิดบุตรหรือธิดา (หน้า 75 Hindu Mythology ของ Wilkins) และเป็นผู้ประทานชื่อแก่ทวยเทพ

ในพระพุทธศาสนาพระวิษณุกรรมมีหน้าที่คอยรับใช้พระอินทร์ เมื่อพระอินทร์ใคร่จะสร้างเทวาลัยสถานหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด พระวิษณุกรรมก็มีหน้าที่รับภาระสนองจัดสร้างให้ตามที่พระอินทร์ต้องการ ดังปรากฏในวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น เรื่องมหาเวชสันดรชาดก เมื่อพระเวชสันดรได้พาพระนางมัทรีและสองกุมารมาถึงเขาวงกต ไม่มีศาลาที่อาศัย องศ์พระวิษณุกรรมก็ลงมาเนรมิตอาศรมถวายใช้เป็นที่พักบำเพ็ญศีลภาวนา ให้ดังความในนิบาตชาดกตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า "ในขณะนั้นพิภพท้าวสักกเทวราชมีอากาศร้อน เมื่อท้าวสักกเทวราชใคร่ครวญทราบเหตุนั้นแล้ว ทรงพระราชดำริว่าพระมหาโพธิสัตว์เสด็จสู่ประเทศหิมวันต์ ท้าวเธอควรจะได้สถานที่ประทับอาศัย จึงตรัสเรียกพระวิสสุกรรมเทวบุตร มาตรัสสั่งว่า แน่ะพ่อ เธอจงไปนิรมิตอาศรมบทในที่เป็นรัมณียสถานใกล้เวิ้งวงกต แล้วทรงส่งวิสสุกรรมเทพบุตรไป เทพบุตรนั้นก็รับเทวบัญชาว่า สาธุ แล้วลงจากเทวโลกไปถึงที่นั้น นิรมิตบรรณศาลา 2 หลัง ที่จงกรม 2 แห่ง กับที่พักกลางคืน และกลางวัน จัดสรรกอไม้ดอกอันวิจิตรด้วยบุปผชาตินานาพรรณ และสวนกล้วยไม้ในสถานนั้นๆ ณ ที่สุดแห่งจงกรม แล้วจัดบรรพชิตบริขารไว้ครบถ้วน จารึกอักษรไว้ว่า ผู้ใดปราถนาจะบรรพชา ผู้นั้นจงถือเอาบริขารเหล่านี้เถิด แล้วก็จัดเหล่าอมนุษย์ และเสียงอันน่าสยดสยองฝูงมฤคปักษีให้ปลาตหนีไปเสีย จึงกลับสู่สถานที่ของตน

พระองค์เป็นผู้สร้างอาศรมให้แก่พระโพธิสัตว์หลายพระองค์ (ก่อนที่จะอุบัติเป็นพระพุทธเจ้า) ครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดเทศน์พระมารดาบนสรวงสวรรค์นั้น พระวิษณุกรรมได้สร้างทางเดินบันไดเงิน บันไดทอง บันไดแก้ว เพื่อเป็นทางทอดจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์กลับมายังโลกมนุษย์ที่เมืองสังกัสสนคร (ในวันออกพรรษา) นอกจากจะเป็นสถาปนิกและเป็นวิศวกรด้านโยธา ดังที่ว่ามานี้แล้ว พระองค์ยังเป็นวิศวกรเครื่องกลอีกด้วย เป็นผู้สร้างราชรถบุษบกเป็นพาหนะให้แก่ท้าวกุเวร และสร้างวาฬสังฆาตยนต์ ซึ่งเป็นกงล้อหมุนรอบองค์พระสถูป ปกปักรักษาป้องกันมิให้บุคคลเข้าใกล้พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระเจ้าอชาตศัตรูได้รับส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุหลังพุทธปรินิพพานและอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในองค์พระสถูปที่ว่านี้ (ในสมัยต่อมา ครั้นเมื่อพระเจ้าอโศกมหาราช องค์มหาเอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก เสด็จมาเพื่อจะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น พระวิษณุกรรมก็ได้ใช้ธนูยิงลูกศรเข้าไปขัดเฟืองให้กงล้อยนต์นั้นหยุดหมุน ทำให้พระเจ้าอโศกมหาราช สามารถเข้าไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุได้)

เป็นผู้เปิดเผยคัมภีร์สถาปัตยเวท และประสิทธิประสาทวิชาการช่างทุกแขนง ให้ปรากฏแก่ชาวโลก (คือเป็นครูช่างของมนุษย์)

ส่วนการกำเนิดของพระวิศวกรรมที่ปรากฏในพงศาวดารเขมร กลับไม่ซ้ำกับทั้งทางความเชื่อของพุทธ พราหมณ์ หรือ ฮินดูเลย เขมรเชื่อว่าพระวิษณุกรรมนั้นเป็นบุตรของชาวจีนจากเซียงไฮ้ที่ยากจนคนหนึ่ง ชื่อหลิมเสงกับนางทิพยสุดาจันทร์ผู้เป็นนางฟ้าที่พระอินทร์ สาปให้มาเป็นภรรยาของนายหลิมเสง ต่อมานางทิพสุดาจันทร์ได้เหาะกลับสวรรค์และนำพระวิสสุกรรมกลับขึ้นไปเข้า เฝ้าพระอินทร์ด้วย เมื่อรู้จักกันแล้วพระอินทร์เห็นว่า วิสสุกรรม หรือ โปปูสโนการ ชอบงานทางช่างจึงโปรดให้เทพบุตรสอนงานช่างให้ พร้อมทั้งอนุญาตให้นำความรู้ไปเผยแพร่สั่งสอนมนุษย์ที่นับถือศาสนาพุทธ จะเห็นว่ารูปปั้น เก่า ๆ ขององค์พระวิษณุกรรมมักขุดพบในประเทศเขมร 

ส่วนการกำเนิดของพระวิศวกรรมที่ปรากฏในพงศาวดารเขมร กลับไม่ซ้ำกับทั้งทางความเชื่อของพุทธ พราหมณ์ หรือ ฮินดูเลย เขมรเชื่อว่าพระวิษณุกรรมนั้นเป็นบุตรของชาวจีนจากเซียงไฮ้ที่ยากจนคนหนึ่ง ชื่อหลิมเสงกับนางทิพยสุดาจันทร์ผู้เป็นนางฟ้าที่พระอินทร์ สาปให้มาเป็นภรรยาของนายหลิมเสง ต่อมานางทิพสุดาจันทร์ได้เหาะกลับสวรรค์และนำพระวิสสุกรรมกลับขึ้นไปเข้า เฝ้าพระอินทร์ด้วย เมื่อรู้จักกันแล้วพระอินทร์เห็นว่า วิสสุกรรม หรือ โปปูสโนการ ชอบงานทางช่างจึงโปรดให้เทพบุตรสอนงานช่างให้ พร้อมทั้งอนุญาตให้นำความรู้ไปเผยแพร่สั่งสอนมนุษย์ที่นับถือศาสนาพุทธ จะเห็นว่ารูปปั้น เก่า ๆ ขององค์พระวิษณุกรรมมักขุดพบในประเทศเขมร 
การนับถือว่าพระวิษณุกรรมของคนไทย คงได้รับอิทธิพลจากขอม ซึ่งในต้นพุทธศตวรรษที่ 18 จารึกขอมได้กล่าวถึง พระวิษณุกรรม เป็นครั้งแรก ในจารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ประสาทพระขรรค์ในบริเวณเมืองพระนคร ได้กล่าวถึงพระวิษณุกรรม ว่าเป็นเทพช่าง ได้รับการบูชาทั้งจากชาวพุทธและพราหมณ์ ประติมากรรม (เทวรูป) ของท่านไม่เก่าไปกว่าพุทธศตวรรษที่ 17 โดยพระหัตถ์จะถือขวานเล็ก ๆ (น่าจะเป็นผึ่ง) หรือไม้สำหรับวัด (มานทณฑ) ทรงมีพระเนตร 3 พระเนตร (จากหนังสือศาสนาพราหมณ์ในอาณาจักรขอม ของศ. ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล หน้า 110 มิ.ย. 2516 โรงพิมพ์พิฆเณศ) การนับถือองค์พระวิษณุกรรมจึงเป็นเทพที่นับถืออยู่ในเฉพาะกลุ่มหมู่ช่างเท่านั้น ซึ่งสมัยนั้นเป็นวิชาที่เผยแพร่เฉพาะในหมู่เครือญาติ มิได้มีการเผยแพร่กันอย่างกว้างขว้างโดยระบบโรงเรียนแบบปัจจุบัน เพราะหวงวิชาช่างของตนด้วยเกรงผู้อื่นจะนำวิชาความรู้นั้นไปหาเลี้ยงชีพแข่งกับตน ดังนั้นการสร้างเทวรูปพระวิษณุกรรมจึงสร้างเพียงองค์เล็กที่พอเหมาะที่จะตั้งบูชาบนโต๊ะบูชาเท่านั้น (จากการวิเคราะห์ของผู้ศึกษา เพราะองค์พระวิษณุกรรม ที่เก่ากว่าสมัยรัตนโกสินทร์ ที่พบมีขนาดหน้าตักไม่เกิน 5 นิ้ว) เพื่อสำหรับจัดพิธีบูชาเฉพาะในหมู่ช่างของตน

ต่อมาสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้โปรด ฯ ให้จัดระเบียบหมวดหมู่ช่างต่าง ๆ ไว้หลายกรม การจัดตำแหน่งข้าราชการกรมช่างดังกล่าว มีโครงสร้างอย่างทหาร แต่ละกรมมีเจ้ากรมกำกับ แต่หน้าที่การงานไม่ได้เกี่ยวข้องกับทหาร ดังที่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลเมื่อที่ 5 ทรงจัดระเบียบการบริหารราชการใหม่ จึงโปรดให้ กรมช่างต่าง ๆ ที่เคยขึ้นกับทหารอย่างแต่ก่อน ให้ย้ายมาตั้งเป็นกรมขึ้นกับฝ่ายพลเรือน ชื่อ กรมช่างสิบหมู่ มีพระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ (หม่อมเจ้าดิศ) เป็นอธิบดี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ งานช่างสิบหมู่ไปรวมอยู่กับกรมมหรสพ ต่อมาเมื่อตั้งกรมศิลปากรขึ้น งานช่างสิบหมู่จึงไปอยู่กับกรมศิลปากร จึงทำให้การนับถือพระวิษณุกรรมที่เคยเป็นกลุ่มย่อย ๆ รวมเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น การนับถือพระวิษณุกรรมขยายวงขึ้นจนมีการจัดทำตำราไหว้ครูช่างศิลปกรรม (พระวิษณุกรรม) ของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ ฯ (พ.ศ. 2358 – 2441) (ต้นตระกูล มาลากุล) ซึ่งเป็นแบบแผนแบบที่สำนักช่างสิบหมู่ใช้ทำพิธีไหว้ครู พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ ฯ ท่านรับราชการในสำนักช่างสิบหมู่ เป็นผู้รอบรู้ในงานช่างและขนบธรรมเนียมโบราณราชประเพณีและในสมัยนี้มีการเอารูปแบบของศิลปะและการช่างอย่างตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับการช่างไทย เพราะมีการรับเอาช่างต่างชาติจากยุโรปเข้ามาทำงานช่างต่าง ๆ มากขึ้น จึงทำให้งานช่างไทยเจริญก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงมาเป็นแบบสากลมากยิ่งขึ้น จากการศึกษาวิชาช่างสิบหมู่แผนโบราณในวัง วัด และบ้านมาสู่การศึกษาวิชาช่างสิบหมู่ในระบบโรงเรียน จนถึงกับมีการตั้งสถาบันสอนวิชาการช่างขึ้นของกระทรวงศึกษาธิการที่โรงเรียนเพาะช่าง
เงื่อนไขอื่นๆ
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข
Tags
ธ.กรุงเทพ สาขาพุทธมณฑล ออมทรัพย์
ธ.กรุงศรีอยุธยา สาขาเทสโก้ โลตัส ศาลายา ออมทรัพย์
ธ.กสิกรไทย สาขาศาลายา ออมทรัพย์
  • ค่าธรรมเนียม - (ไม่มี)
  • การชำระผ่าน PayPal คุณไม่จำเป็นต้องแจ้งชำระเงิน เนื่องจากระบบจะจัดการให้คุณทันที ที่คุณชำระเงินเสร็จสมบูรณ์
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนถามคำถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
Go to Top
พูดคุย-สอบถาม คลิก